Thursday, 21 January 2010

เรื่องคืนนั้น...

คืนวันจันทร์ หรือจะเรียกว่าเช้าวันอังคาร ราวตี 4 นิดๆ
นั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศคนเดียว
จู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บ
เอาแล้วจุ้ย
เล่นตูแล้ว..

และพฤติกรรมที่ทำประจำเวลาไฟดับ แล้วหัวเดียวกระเทียมลีบ
คือการฟุบกับโต๊ะ และหลับตาปี๋
ประมาณว่าถ้ามีอะไรแปลกปลอม ก็คงมองไม่เห็น
เดชะบุญตอนนั้นเปิดอาราชิ (จากมือถือ) ไว้ บรรยากาศเลยไม่วังเวงมาก

เอานา.. เดี๋ยวไฟมันคงติด
เอานา...
เอานา...

ผ่านไป 10 นาทีก็แล้ว 20 นาทีก็แล้ว
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
มีเพียงความมืด และเสียงเพลงจากอาราชิ

สมองเริ่มจินตนาการ
ก่อนกลับมาทำงาน เพื่อนที่เรียนด้วยกันคุยถึงหนัง 'ตายโหง'
จินตนาการเริ่มมา

เมื่อเสาร์ ช่างภาพถาม อยู่ออฟฟิศคนเดียว ไม่เคยเจอผีมั่งเหรอ
จินตนาการเริ่มมา

เสียงคุยของยามข้างล่าง ดังขึ้นมาข้างบน
อ๊ะ มีคนคุยกันอยู่ข้างๆ
เสียงกอกแกกนู่นนี่
เฮ้ย ใครอยู่แถวนี่

ฟุบหน้ากับหมอนมานาน
ชักเริ่มหายใจไม่ออก
จินตนาการบรรเจิด
นานกว่านี้อาจประสาทเสียได้

ปิดเครื่อง Mac
ปิด printer
ปิดแอร์
ยัดทุกอย่างลงกระเป๋า
ปิดสวิตช์ไฟ

เปิดฝาพับมือถือ
มือเกาะราวบันได
ตามองต่ำ
อาศัยแสงเรืองๆ กับเสียงอาราชิเป็นเพื่อนไต่ลงมาจากชั้น 4 ถึงชั้น 1

เพื่อพบว่า...
ออกไปนอกตึกไม่ได้
เพราะประตูล็อกไฟฟ้า
และพี่ยามที่อยู่นอกตึกก็มิสามารถช่วยอะไรอิฉันได้เลย

ที่ทำได้ืคือ นั่งหลับกับโซฟาหลังประตู
กับความมืด และความเงียบ
เพราะมือถือแบตหมดไปเรียบร้อย

ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้
ก็มีเสียงเคาะก๊อกๆ ที่ประตู
"พี่ๆ ไฟมาแล้ว"
โอ... อิสรภาพมันช่างหอมหวานเหลือเกิน


เรื่องคืนนั้นสอนให้รู้ว่า... ควรศึกษาวิธีเปิดประตูออฟฟิศตอนไฟดับไว้ด้วย มิฉะนั้น อาจจะเป็นเช่นนี้

Wednesday, 13 January 2010

คิดเอาเอง

นอกจากจะมีความดันทุรังแบบบ้าๆ เป็นสันดานแล้ว
หัสยายังมีสันดานอีกอย่างที่ฝังรากลึก นั่นคือ 'คิดเอาเอง'
คิดเอาเองว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และมั่นใจว่ามันต้องเป็นอย่างที่คิด


คิดเอาเองว่าตัวเองเกิดวันอาทิตย์
ไม่รู้ว่าเหตุอะไรถึงคิดอย่างนั้น แต่เอาเป็นว่าคิดว่าตัวเองเกิดวันอาทิตย์อยู่นานหลัก 15 ปีขึ้น จนได้มาเปิดปฏิทิน 100 ปี เอ๋า... เกิดวันศุกร์นี่หว่า

คิดเอาเองว่าตัวเองเกิดปีเถาะ
ก็กระต่ายมันดูน่ารักกว่าไก่นี่นะ เลยคิดว่าตัวเองเกิดปีเถาะ คิดฝังหัวอย่างนั้นพอๆ กับที่คิดว่าตัวเองก็วันศุกร์ จนได้สะดุดใจนิดหนึ่งตรงที่ เอ๊ะ ทำไมพออายุ 12 ปี ปีนักษัตรไหงไม่เป็นปีเถาะ แต่ ณ ตอนนั้นยังคิดว่า คงมีการคำนวณใดๆ ผิดพลาด มันเลยไม่ตรง แล้วก็ยังเชื่อว่าตัวเองเกิดปีเถาะกันต่อไป จนมาสำเหนียกได้ตอนเรียน ม.ปลาย

คิดเอาเองว่ากางเกงเลต้องใส่แบบเอามาผูกให้เป็นปม
ใส่กางเกงเลครั้งแรกตอน ม.ต้น ไม่มีใครมาบอกมาต้องใส่ยังไง เลยคิดเอาเองว่ากางเกงเลต้องใส่โดยการจับผ้าตรงเอวทั้งสองข้างมาผึกให้เป็นปม แล้วไอ้เชือกที่อยู่ตรงก้นนั้นเขามีไว้ปล่อยให้เป็นหางอย่างนั้น มิหนำซ้ำ ตอน ม.ปลาย ยังสอนเพื่อนใส่กางเกงเลด้วยวิธีการเดียวกับตัวเอง (เอาเข้าไป) เพิ่งมารู้เอาตอนสงกรานต์ปีที่แล้วว่าวิธีการใส่กางเกงเลที่ถูกต้องเป็นยังไง


อืม... แต่ละอย่าง คิดไปได้

Sunday, 10 January 2010

วันของเด็ก




ซื้อชุดให้หลานสาวคนกลาง และคนเล็ก เป็นของขวัญวันเกิด ปีใหม่ และวันเด็ก (รวบยอด) กะไซซ์ผิดไปทั้งคู่ ของคนกลางนี่หวิดติ้ว ส่วนของคนเล็กนี่แทบจะเป็นชุดราตรี

แฟชั่นน้องพลอย และน้องจิงจิง เชิญยลกันได้

Tuesday, 17 November 2009

อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน : Uta no Oniisan

Rating:★★★★★
Category:Other
มื่อคราวที่ดำรงสถานะเป็นคนว่างงาน (อยู่ 9 เดือน) สิ่งหนึ่งที่เราเอามาไว้กล่อมเกลาจิตใจก็คือ เพลง (ไทย)
คนมีความรัก มักจะอินกับเพลงรักโน่นนี่ฉันใด
ไอ้คนที่มีฝันลมๆ แล้งๆ อย่างเราก็อินไปกับเพลงให้กำลังใจต่างๆ นานาฉันนั้น

หยุดฝันก็ไปไม่ถึง
กับ
Live and Learn
เป็นสองเพลงที่เราเอามาใช้กล่อมเกลาจิตใจมากที่สุดในช่วงเวลานั้น
แต่ ฟังบ่อยๆ เข้าก็เกิดสับสน นี่ฉันจะเชื่อแบงค์ หรือจะเชื่อคุณป้ากมลาดี ก็คนหนึ่งบอกให้ว่า อย่าหยุดที่จะฝัน ไม่อย่างนั้นก็จะไปไม่ถึง
ขณะที่อีกคนบอกว่า อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
……
…..
…..


เอา ล่ะ เหมือนจะนอกเรื่องมานาน หนนี้จะพูดถึงซีรีส์สัญชาติญี่ปุ่นที่ตอกย้ำสิ่งที่คุณป้ากมลาร้องไว้ว่า... อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

うたのおにいさん (Uta no Oniisan)

ยาโนะ เคนตะ เป็นผู้ชายประเภทที่เรียกว่า แทบไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ ในชีวิต
ใช้ ชีวิต salary man แบบหมุนเรื่อยๆ ไปวันๆ ชีวิตจะมีสีสันหน่อยก็กับบทบาทนักร้องนำในวงดนตรีที่เขาร่วมกันฟอร์มกับ เพื่อนๆ และมีหญิงสาวหนึ่งเดียวในวงเป็นแฟน


แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก
เมื่อเคนตะโดนไล่ออกจากงาน
วงที่เป็นเหมือนหลักยึดเหนี่ยหลักเดียวในชีวิต จู่ๆ ก็มายุบวงไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
มิหนำซ้ำแฟนสาวก็มาบอกเลิก
ยัง... ยังไม่พอ คนเป็นพ่อยังมาบอกให้เขาชดใช้เงินที่เคยส่งเขาเรียนจนจบมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลว่า ...เพราะฉันไม่ได้ส่งแกเรียน เพื่อให้แกมาเป็นคนว่างงาน

เมื่อหลังชนฝาซะแล้ว เขาจะทำอะไรได้ นอกจากยอมรับกับชะตากรรม
แล้วก็ลองดิ้นอีกสักเฮือกด้วยการไปสมัครเป็นโปรดิวเซอร์รายการทีวี
ผลการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายส่งผลให้เขาได้งาน
แต่... โปรดิวเซอร์รายการทีวีกลับกลายเป็น เพื่อนสุขสันต์ ในรายการเด็กซะอย่างนั้น

ผู้ชายหน้าตาบึ้งๆ ปากคอเราะร้าย ความอดทนต่ำเป็นเลิศ แถมหาความสุขในชีวิตแทบไม่ได้ จะมาสร้างความสุขให้เด็กๆ ในรายการเพลงได้อย่างไร

ร้องเพลงด้วยหน้าตาบึ้งๆ เต้นไปแบบแกนๆ หงุดหงิดอะไรก็แสดงออกมันทางสีหน้าทันที เถียงมันทุกเรื่องที่เถียงได้
นั่นแหละคือสิ่งที่เคนตะคุงแสดงออก
เลิกสักที พอเหอะ กับหน้าที่เพื่อนสุขสันต์
นั่นแหละคือสิ่งที่เคนตะตุงคิด

แต่ในเมื่อเป็นคนที่ไม่มีทางเลือกทางที่สอง สาม ในชีวิต และไม่คิดจะไขว่คว้าอะไรเพิ่มเติม
สิ่งที่เขาจะทำได้คือ การอยู่กับสิ่งที่มีให้ได้ และแน่นอน.. ก็ต้องมีความสุขกับมัน

ทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด สนุกกับมัน
จากเพื่อนสุขสันต์ ได้ก้าวผ่านไปสู่พี่ชายแห่งเพลง
ชีวิตที่ไม่เคยรู้ว่าความสุขคืออะไร จะหาได้จากไหน
ในที่สุดเขาก็ให้คำตอบกับหัวใจตัวเองได้
สิ่งที่เขาทำในทุกวัน การได้ร้องเพลงกับเด็กๆ ทำหน้าที่พี่ชายแห่งเสียงเพลง
นั่นแหละคือความสุขในชีวิตเขา

ในชีวิตจริง ใช่ทุกคนจะไปถึงฝั่งฝัน หรือใช่ว่าเส้นทางชีวิตจะงดงามราบเรียบราวโปรยด้วยกลีบกุหลาบ
มีหลายคนที่ยอมกัดฟันดิ้นรนเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ตัวเอง 'ฝัน' เหนื่อยหน่อย ลำบากหน่อย แต่ผลของความพยายามคงจะให้ผลที่หอมหวาน
ขณะ ที่มีบางคนยินดีก็ที่จะถอนตัวออกจากเส้นทางความฝันนั้น ไปไม่ถึงก็ไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ สิ่งที่เป็นอยู่แม้ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน แต่ใช่ว่าจะมีความสุขกับมันไมได้ซะหน่อย... จริงไหม

"ฉันแค่อยากจะทำในสิ่งที่ฉันทำได้โดยที่ไม่เกินความสามารถของฉัน ทำงานไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังสนุก" ยาโนะ เคนตะ เขาบอกไว้อย่างนั้น

ภาพประกอบ : kojaproductions.wordpress.com


Saturday, 17 October 2009

แล้วคุณจะเลือกแบบไหน... : Kimi wa Petto VS Hotaru no Hikari

Rating:★★★★★
Category:Other
ระหว่างคนที่อยู่ด้วยแล้วหัวใจเต้นแรง กับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ สุดท้ายแล้วเราจะเลือกอยู่กับคนแบบไหน

และ

เราเป็นตัวเองแค่ไหนกับความรัก

เป็นสองคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากดูซีรีส์สัญชาติญี่ปุ่นสองเรื่องนี้จบ
Kima wa Petto และ Hotaru no Hikari

ตัวเอก ซึ่งก็หมายถึงนางเอกของสองเรื่องนี้ประสบเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน
แม่สาวปลาแห้งอย่างโฮตารุ กับสุมิเระจังผู้แสนจะเปอร์เฟ็กต์
รายแรกเป็นสาวเบ๊อะๆ ตอนอยู่บ้าน เป็นออฟฟิศเลดี้ผู้แสนคล่องแคล่วในที่ทำงาน
รายหลังเลิศตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

สิ่งที่สองสาวประสบเหมือนกันคือ ปัญหาเรื่องความรัก

รายแรกหลงรักหนุ่มนักออกแบบรุ่นน้อง
รายหลังหลงรักรุ่นพี่สมัยเรียนที่ได้มาทำงานในบริษัทเดียวกัน
คนหนึ่งตกหลุมรักรุ่นน้อง อีกคนตกหลุมรักรุ่นพี่
แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือผู้ชายทั้งสองคนนี้ไม่มีใครได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ

working woman กลายมาเป็นสาวเพิ้งตอนอยู่บ้าน
กับสาวมาดมั่น แกร่ง กับเป็นสาวที่พร้อมจะระเบิดน้ำตาได้ทุกเมื่อเวลามีปัญหากดดัน แถมสูบบุหรี่เป็นปล่องไฟ

แต่คนที่ได้เห็นพฤติกรรม เห็นตัวตนแท้ๆ ของพวกเธอ กลับเป็นคนที่พวกเธอไม่ได้รู้สึกใดๆ มากกว่าไปกว่าคุณเจ้านาย และสัตว์เลี้ยง
อาการตื่นเต้น มือไม้สั่น ใจเต้นตึกตักตลอดเวลา ไม่เป็นตัวของตัวเอง คืออาการที่พวกเธอเป็นเวลาอยู่กับคนที่พวกเธอหลงรัก
และแน่นอน อาการที่ว่าไม่เคยเกิดเวลาที่อยู่กับบุโจ หรือโมโม่
บ้าบอ หัวเราะ ร้องไห้ แสดงอารมณ์ได้แบบไม่ต้องเสแสร้ง สูบบุหรี่อัดมันเต็มที่หลังจากอัดอั้นมาตลอดเวลาที่อยู่กับเขา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอแสดงออกได้เวลาที่อยู่กับเขา (แบบแอบซ่อน) ที่บ้าน

แน่นอน... ปากคอสั่น ใจเต้นตึกตัก แสดงออกด้วยท่าทางไม่เป้นตัวเอง เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่สาวเจ้ามักจะเป็นเวลาอยู่กับคนที่เธอรัก หรือหลงรัก
หัวเราะเสียงดังแบบนี้เขาจะรับได้ไหมนะ
ถ้าสูบบุหรี่ต่อหน้าเขา เขาจะรับได้ไหมนะ อืม ไม่ดีนะ ทนอีกหน่อย แอบไปสูบในห้องน้ำก็ได้
อ๊ะ คันหัวยิบๆ แต่เขาจับมือเราอยู่ ถ้าปล่อยมือเขาแล้วมาเกาหัว มันคงไม่ดีมั้ง เขาอาจจะคิดว่าเรารังเกียจเขา

ลำบากหน่อย ใจสั่นหน่อย เหนื่อยหน่อย ไม่เป็นไร ก็อยากให้เขาเห็นด้านดีๆ ของเรานี่นา
แต่เอ๊ะ... ไอ้พฤติกรรมที่ทำลงไป มันกลับไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเธอเลยนี่นา เธอทั้งสองคนก็อยากจะเป็นตัวของตัวเองแบบเวลาที่ได้อยู่ในบ้านสองคนกับโมโม่ กับบุโจ เหมือนกันนะ ฉันก็อยากให้เขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของฉันเหมือนกันนะ แต่... ถ้าเขารับไม่ได้ขึ้นมาล่ะ

สรุป คนที่อยู่ด้วยแล้วทำให้ใจเต้นแรง กับคนที่อยู่แล้วเราสามารถเป็นตัวของตัวเอง จะลือกแบบไหนดีนะ...


พีเอสสึ มึนหน่อย มั่วหน่อย แต่จะลองกลับมาอีดิตเพิ่มถ้ายังมีสติ






Friday, 9 October 2009

ตาหวานสไตล์เด็กหญิงจิราพรรณ




ผลจากการกลับบ้านคลอง (ชอบคำนี้จริง บ้านคลอง ประหนึ่งมีบ้านทรงไทยอยู่ริมคลอง) ได้ค้นพบพัฒนาการอย่างหนึ่งของหลานสาวคนกลาง
นั่นคือ... ตาหวาน

พอบอก น้องพลอย ทำตาหวานให้ดูหน่อย
หัวกดต่ำ...ตาเหลือกขึ้นสูง

เห็นแล้วฮากันทั้งบ้าน
เพราะคงไม่มีใครสอนให้มันทำตาหวานอย่างนี้แน่
ไม่รู้ไปเอามาจากไหน
(แอบคิดในใจว่ามันแอบไปเห็นรูปเด็กตาขวางของ Yoshitomo Nara รึเปล่า)

Saturday, 18 July 2009

รับหน้าร้อน?!?




เห็นเบญจ์ขยันเอารูปหลานมาอวด
งานนี้เลยขอมั่ง หลานสาวสองคนกำลังป๋อมแป๋ม
น้องพลอย และ น้องจิงจิง

ภาพถ่ายทั้งหมดโดย พ่อน้องจิงจิง